Schneier on security , Bruce Schneier
หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทความของเขา จากที่เคยเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เว็บไซต์ และจากจดหมายข่าวรายเดือน Crypto-Gram ระหว่าง ปี 2002 – 2008 โดยมีจุดที่น่าสนใจ 4 เรื่องที่เขาแนะนำให้ต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะอ่านบทความต่าง ๆของเขาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ :
Security is a trade-off - ความปลอดภัยคือการถ่วงดุลกันระหว่างสิ่งที่จะได้มากับที่ต้องเสียไป คำนี้ถูกต้องมากๆ เพราะเรื่องของความปลอดภัยต้องแลกมาด้วยความไม่สะดวก หรือ อาจต้องใช้เงินเยอะ ใช้ทรัพยากรเยอะเช่น คนหรือเวลา ดังนั้นเราต้องถ่วงให้สมดุลกัน
You are a security consumer– เราทุกคนเป็นผู้บริโภคด้านความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเอง บริษัท หรือในระดับประเทศ เนื่องจากการรักษาความปลอดภัยคือการถ่วงดุล ซึ่งแต่ละคนก็มีการถ่วงดุลแต่ต่างกันไปเนื่องจากการรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งที่จัดต้องไม่ได้ (Subjective) ไม่ตายตัว เหมือนกันกับเรื่องการเลือกซื้อผงซักฟอก แต่ละคนก็เลือกแตกต่างๆกันไป
Security is system - บ่อยครับที่เราคิดกันไปว่าการรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องเฉพาะตน หรือเป็นเรื่องของเฉพาะเกี่ยวกับการโจมตีและการป้องกัน แต่จริงๆแล้วความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
Technology causes security imbalance - เทคโนโลยีเป็นตัวที่เปลี่ยนตัวถ่วงดุลด้านความปลอดภัย มันทำให้บางอย่างถูกลง หรืออาจจะแพงขึ้น เร็วขึ้น หรืออาจจะใช้เวลามากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีอาจทำให้การโจมตีง่ายขึ้น หรือทำให้การป้องกันง่ายขึ้นก็เป็นได้ ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเฝ้าจับตามองเรื่องความปลอดภัยที่ไม่สมดุล
ในตอนต้นพูดถึงเรื่องของการก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ และการรักษาความปลอดภัยที่ใช้ในการรับมือกับผู้ก่อการร้าย ไปจนถึงเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี กฎหมาย หรือ การอนุญาตกันอย่างลับๆ ของรัฐบาลฯ ในการดำเนินการต่างๆ เพื่อตรวจจับหรือคาดการเหตุการณ์การก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้น อาจสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ 9/11 ที่ทุกคนคงจำกันได้ และ Schneier ได้พูดถึงเหตุการณ์นี้อยู่หลายครั้งตลอดทั้งเล่ม
“It’s not about data collection; it’s about data analysis” เป็นข้อความที่โดนใจมาก.. เพราะการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ไม่ใช่ทำไปเพิ่มเก็บไว้เฉยๆ ต้องเอามาวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ ก็เลยเป็นที่มาของระบบ BI (Business Intelligence)… ที่บริษัทส่วนใหญ่กำลังเอามาใช้กันในระบบธุรกิจ
... ผมก็เพิ่งรู้จากหนังสือเล่มนี้เองว่าที่อเมริกา เขาใช้ระบบ AI ในการแจ้งเตือนเหตุการณ์การก่อการร้ายด้วย แต่ Schneier วิจารณ์ไว้ได้น่าฟังมาก เขามองว่าระบบพวกนี้ไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะการเก็บข้อมูลมากมายขนาดนั้นจะทำให้เกิด Fault Positive คือระบบแจ้งเตือนว่าจะมีการก่อการร้ายแต่จริงๆ ไม่ใช้ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมองข้ามเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดจริงไป และยังเปลืองงบประมาณชาติอีกต่างหาก แถมยังเป็นการระเมินความเป็นส่วนตัว (Privacy) ด้วย อันนี้บ้านเราก็กำลังเอาเข้ามาทำกันอยู่ :(
นอกจากนั้นยังมีกฎหมายการอนุญาตให้ CIA สามารถดักฟังการสนทนาของประชาชนได้อย่างไม่ผิดกฎหมายอีกด้วย อันนี้สำคัญเพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ และไม่มีใครมาคอยตรวจสอบอำนาจนี้ เขาเสนอว่าควรที่จะดังฟังเฉพาะผู้ที่ต้องสงสัยเท่านั้น แต่พี่ท่านเล่นดักฟังทั้งประเทศเลย... ถ้าอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องนี่ลองค้นคำนี้ดู “Echelon Project” เป็นโปรแกรมของ NSA ที่ใช้ในการดักจัดข้อมูลที่ผ่านเข้าออกประเทศทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีโครงการทำนองนี้อีกหลายโครงการ
..ต่อมาเขาได้พูดถึงเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน การตรวจสอบผู้โดยสารก่อนเข้าสนามบิน เพื่อป้องการผู้ก่อการร้าย และระบบ No-Fly List ซึ่งก็อีกนั่นแหละ เขาก็วิจารณ์ซะแหลกเลยเมือนกันซึ่งก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง เนื่องจากการใช้ระบบ No-Fly List ก็ไม่ค่อยได้ผลเหมือนกัน เมื่อดูจากเหตุการณ์การก่อการร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาก (เขาได้รวบรวมเหตุการณ์ต่างๆประกอบให้เห็นภาพด้วย) เพราะไม่มีผู้ก่อการร้ายไหนใช้ชื่อจริงในการลงทะเบียนเลย แถมยังมีปัญหากับบางคน ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ชื่อดังไปตรงกับที่อยู่ใน No-Fly List ก็ซวยกันไป :) ทางรัฐฯ ก็แก้ไขได้การเพิ่มระบบ “Trusted Traveler Program” คือรายชื่อผู้ที่น่าเชื่อถือ เช่น รัฐมนตรี นักธุรกิจใหญ่ ... ก็ไมต้องมีการตรวจสอบที่เข้มมาก ก็เป็นช่องทางสะดวกของผู้ก่อการร้ายด้วยเหมือนกัน ....
Schneier ได้พูดถึงเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) ไว้เยอะเหมือนกันตลอดทั้งเล่ม รวมถึงพลังอำนาจของข้อมูลส่วนตัว (Privacy data) เป็นที่มาว่าทำไมต้องมีเรืองกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว (Privacy Law) ซึ่งบ้านเราก็กำลังเป็นร่างอยู่ ... นานมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้คลอดหรือป่าว เพราะบริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทบัตรเครดิต หรือ บริษัทอื่นที่มีข้อมูลส่วนตัวเขาเราเก็บไว้ มีการเอาข้อมูลส่วนตัวของเราไปขายให้คนอื่น ตอนนี้เมืองไทยเราก็เป็นแบบนี้... อยู่ดีๆ ก็มีบริษัทประกันโทรมาหาผม เสนอโน้นนี้นั้น และบอกว่าเป็นโปรโมชั่นของผู้ถือบัตร..
และหากใครมีข้อมูลส่วนตัวของเราในมือ.. เราก็ไม่เหลือความเป็นส่วนตัวอีกแล้ว :( เขาสามารถใช้ข้อมูลนั้นกระทำการใดๆ โดยแอบอ้างว่าเป็นตัวเราได้ ตอนนี้ Facebook ก็ได้เล็งเห็นปัญหาข้อนี้แล้ว.. และได้ออกฟังก์ชั่นในการควบคุมความเป็นส่วนตัวของเราให้เราสามารถกำหนดได้ว่าให้ใครเห็นได้บ้าง
การเลือกตั้งที่สหรัฐฯก้าวหน้าไปมาก มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้การเลือกตั้งและการนับผลการเลือกตั้งทำได้รวดเร็วขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของการรักษาความปลอดภัย การเลือกตั้งเป็น Privacy อย่างหนึ่งแต่ต้องโปร่งใสมันอาจดูขัดแย้งกันหน่อยแต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีใครมาแก้ไขสิ่งที่เราเลือกไป schneier ได้ให้แนวคิดและวิธีแก้ปัญหาไว้ได้น่าสนใจอย่างหนึ่งคือการให้เครื่องที่ใช้โหวตพิมพ์สลิปออกมาด้วยและนำไปหย่อนที่ตู้ เพื่อให้สามารถนำมาตรวจสอบได้ภายหลัง และการโกงผลโหวตก็ทำได้ยากกว่าที่เป็นระบบดิจิตอล
ภัยพิบัติอาจเกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ตึกถล่ม เป็นต้น แต่เรื่องความปลอดภัยก็อาจทำให้เกิดภัยพิบัติขึ้นมาได้เหมือนกัน เช่น เหตุการณ์ 9/11 ที่ผ่านมา ก็เป็นตัวอย่างภัยพิบัติที่เกิดจากการก่อการร้ายที่เห็นได้ชัดเลยทีเดียว และจากเหตุการณ์นั้นก็ทำให้วงการด้านความปลอดภัยเกิดความตระหนักถึงเรื่องการเตรียมการเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากผู้ก่อการร้ายแล้ว อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีก เช่น แฮกเกอร์ ไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ในเล่มได้มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั้งประเทศเมื่อวันที่ 14 สิงหาฯ ที่เกิดจากไวรัสฯ Blaster นี่ก็เป็นเหตุการณ์ที่พวกเราไม่ควรมองข้ามเหมือนกัน บ้านเราควรมีความตระหนักเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ใครจะไปคิดว่าระบบ SCADA ที่แยกออกมาจากระบบอื่นๆ จะติดไวรัสฯ ได้
Prof. Howard A. Schmidt (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Chief of Cybersecurity ของประธานาธิบดี Obama.) เคยกล่าวไว้ว่า “การรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ เป็นเรื่องเฉพาะตน” ทุกคนต้องรับผิดชอบเอง โปรแกรมก็ต้องเขียนโค้ดให้มีความปลอดภัย บริษัทซอฟต์แวร์ต้องผลิตซอฟต์แวร์ที่มีความปลอดภัยออกสู่ตลาด
แต่ Schneier มีความเห็นต่างออกไป เขาเห็นว่าการรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องในระดับเศรษฐกิจ การจะทำให้เกิดความปลอดภัยขึ้นมาได้ต้องทำอย่างเป็นระบบ การที่จะทำให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์หันมาผลิตซอฟต์แวร์ที่มีความปลอดภัยตั้งแต่แรกนั้นหากไม่มีเรื่องเศรษฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วเป็นไปได้อยาก เพราะทุกคน/บริษัทต้องการที่จะผลิตสินค้าออกสู่ตลาดให้เร็วทันความต้องการตลาดและลดต้นทุนได้ ดังนั้นหากเรามีระบบเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยจะทำให้มีการรักษาความเป็นภัยเป็นระบบ เขาเสนอว่า หากมีกฎหมายให้สามารถฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทได้หากซอฟต์แวร์ที่ผลิตมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย เหมือนกับที่ทำกับผลิตภัณฑ์อื่น เช่น อาหาร หรือ ของใช้อื่น
การนำเรื่องของระบบประกันเข้ามาช่วย เช่น ลดค่าเบี้ยประกันให้กับบริษัทที่แสดงให้เห็นว่ามีการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ จะทำให้ผู้บริหารมองเห็นสิ่งที่จะได้รับเป็นรูปประธรรมมากขึ้น งบประมาณด้านการรักษาความปลอดภัยจะได้ดูไม่ไร้ค้าเหมือนทุกวันนี้ ตลอดจนการออกกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลก็มีส่วนช่วยเช่นกัน เช่น SOX HIPPA รวมถึงการตรวจสอบจาก Auditor ในบริษัทที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ด้วย จะเห็นว่าการรักษาความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องเฉพาะตนอีกแล้วทุกต้องทำกันอย่างเป็นระบบ
Who owns your computer? เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ทุกวันนี้ในอินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วยไวรัสฯ โทรจัน เวิร์ม .... และแน่นอนว่าคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง น่าจะมีไวรัสฯอยู่ไม่มากก็น้อย บางทีแอนตีไวรัสที่เราติดตั้งอยู่ก็เป็นไวรัสฯ เสียเอง และอีกอย่างเราไม่สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ของเราได้เต็มที่ เพราะตอนนี้มันสามารถอับเดรทตัวเองได้โดยที่เราไม่ต้องสั่งงาน... รองคิดดูดสิ ใครเป็นเจ้าของมันกันแน่! หากใครใช้งาน iPhone อยู่คงจะตอบคำถามข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเราไม่สามารถทำอะไรกับมันได้มากนักเพราะมันโดนล็อคไปซะทุกอย่าง
ทุกวันนี้ อาชญากรรมในโลกไซเบอร์ และสงครามไซเบอร์ เป็นเรื่องที่เราค้นเคยซะแล้ว ตัวอย่างที่เป็นได้ใช้แจนก็คือ จีนกับสหรัฐฯ ก็มีข่าวออกมาอยู่บ่อยๆ บ้านเมืองเราก็ไม่ต่างกัน ในสภาวะที่มีการประท้วงเรียกร้องกันอยู่บนถนนในขณะเดียวกันในโลกไซเบอร์อาจมีการดำเนินการอะไรซักอย่างอยู่ก็เป็นได้! นี้ไปรวมไปถึงการโจมตีกันด้วยการกล่าวร้ายกันผ่านทางเว็บไซต์นะ...
เครื่องมือที่สำคัญของการก่ออาชญากรรมหรือส่งครามไซเบอร์ ที่นิยมก็คือ BotNet ที่เราอาจเคยเห็นในข่าวอยู่บ่อยๆ ว่ามีแฮกเกอร์โจมตีเว็บไซต์ ต่าง ๆเช่น เว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยะฮู และอื่นๆ อีกมาก
สุดท้าย Schneier ได้ให้แนวทางในการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์และข้อมูลสารสนเทศไว้ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดตั้งค่าต่างๆ เพื่อความปลอดภัยตลอดจนการเลือกรหัสผ่านที่มีความปลอดภัย อันนี้สำคัญมาก เพราะตอนนี้ (มีนา 53) ทวีตเตอร์ของโอบามาโดยแฮกได้เพราะรหัสผ่านอ่อนนี่เอง การแบ่งแยกความเป็นเข้าของระหว่างเจ้าของข้อมูลและเจ้าของอุปกรณ์เพื่อการรักษาความปลอดภัยที่ง่ายขึ้น รวมไปถึงการต่อกรกับสแปม และได้ยกตัวอย่างกรณีที่โดงดังไปทั้งโลกนั่นก็คือ “Sony’s DRM Rootkit” เป็นการป้องกันลิขสิทธิ์โดยการแอบติดตั้ง Rootkit ไว้ที่เครื่องผู้ใช้และมีการรายงานไปที่ sony ซึ่งโปรแกรมแอนตีไวรัสบางค่ายตรวจจับได้ นี่ก็เป็นภัยที่เราต้องระวังเช่นเดียวกัน.....
