Organise Yourself

Written by pspn on . Posted in General Books

Oranise_Youself

การบริหารจัดการเวลา

เรื่องการจัดการเราคงต้องมาเริ่มใหม่ให้เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น   อ่านแล้วได้ไอเดียดีเยอะเหมือนกัน จากที่เคยคิดว่ารู้หมดแล้วเรื่องการบริหารจัดการเวลา   อันดับแรกเราคงต้องมาทบทวนเรื่องการตั้งเป้าหมาย “Objective” ของเราก่อน  ควรกำหนดให้ชัดเจน  และไม่ลืมที่จะเอาหลักการ “SMART” มาใช้ด้วย   หลังจากนั้นก็วางแผนงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการวางแผนงานประจำวันหรือประจำสัปดาห์  คือตอนสิ้นวันหรือสิ้นสัปดาห์ เพราะเราจะรู้ว่ามีอะไรต้องทำต่อไปในวันพรุ่งนี้  หากปล่อยไว้อาจจะลืมก็ได้ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องการบริหารจัดการตัวเอง...

 

เฝ้าติดตามการใช้เวลาของเรา

ก่อนเริ่มการบริหารจัดการเวลา  สิ่งที่ตำราทุกสำนักพูดไว้เหมือนกันคือเรื่องการ เฝ้าติดตามการใช้เวลาของเรา  หนังสือเล่มนี้ได้ให้รูปแบบและวิธีการไว้อย่างง่าย ที่ไม่เหมือนเล่มอื่น  ไม่ต้องตีตารางให้ยุ่งยาก  ใช้แค่กระดาษ A4 แผ่นเดียวในแต่ละวัน   โดยเขาแบ่งงานออกเป็น 4 ประเภท ตามตาราง 4 ช่อง คือ

 

time_matrix

ทีนี้ในแต่ละวันให้เราใช้การะดาษ A4 ตีเส้นแบ่งครึ่งแนวตั้งและแนวนอนตามรูป  และเมื่อเราทำงานแต่ละอย่างในหนึ่งวันให้เราดูว่าเป็นงานประเภทไหนและบันทึกลงไปในตารางตามประเภทนั้นๆ   เมื่อจบอาทิตย์เราก็มาดูว่าเราทำงานประเภทไหนมากที่สุด  หลังจากนั้นให้เราพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเราให้เน้นงาน ในช่อง B ให้มากที่สุด  หากเรามีงานที่เป็นช่อง A เยอะๆ มันไม่ดีแน่ ความเครียดจะถามหา  ให้เราถามตัวเอง (หรือคนอื่นที่ให้งานเราทำ) ว่ามันเป็นงานด่วนที่สำคัญจริงหรือ?????

และที่ขาดไม่ได้ก็คือการใช้กฎ  “80/20”   คือ 80% ของผลลัพธ์ที่ได้ มากจาก 20% ของความพยายามลงมือทำ  นั่นคือให้เราหางานที่เมื่อลงมือทำโดยใช้ความพยายามเพียงน้อยนิด แต่ให้ผลลัพธ์มหาสารแก่เรา  เพราะไม่แน่ว่างานที่เราทุ่มเทพลังงานอย่างมาก  กับไม่ได้ให้ผลลัพธ์อะไรแก่เราเลย...

 

จังหวะเวลาของชีวิตในแต่ละวัน 

เช่นเดียวกันกับหนังสือบริหารจัดการเวลาเล่มอื่นๆ  การวิเคราะห์หาช่วงเวลาทองของวันเป็นสิ่งจำเป็น   เพราะเป็นช่วงที่เรามีพลังงานมากที่สุด  ทำให้เราสามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพได้ดี  และเราควรที่จะสำรวจตัวเองด้วยว่าเรามีเพทเทิร์นในการทำงานเป็นอย่างไรในแต่ละวัน  กิจกรรมง่ายๆ อย่างหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้แนะนำก็คือ ใช้ “To do list” ในการเฝ้าติดตามจังหวะชีวิตของเรา  โดยในแต่ละวันให้เราทำเครื่องหมายในรายการสิ่งที่ต้องทำของเรา ด้วยเครื่องหมายเหล่านี้ :

  • ใช้ตัวอักษรแสดงประเภทของงานแต่ละชิ้น  m = maintenance , p =  people, c= creative
  • ตัวเลข 1 ถึง 5  เพื่อแสดงช่วงเวลาของวัน 1 = เช้า , 2 = สาย, 3 = หลังเที่ยง, 4 = บ่ายแก่ๆ, 5 = เย็น
  • เครื่องหมาย  “บวก” หรือ “ลบ”  เพื่อแสดงระดับพลังงานในช่วงนั้น ++ = สูง , + = กลาง , - = ต่ำ,  -- = ต่ำมาก

เมื่อสิ้นอาทิตย์ให้เรามาวิเคราะห์รูปแบบการใช้เวลาของเราว่าเหมาะสมกับจังหวะชีวิตและระดับพลังงานในแต่ละวันหรือไม่  ช่วงใดควรเปลี่ยนแปลงบ้าง??

 

แบ่งงานให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ว่าง

การจัดแบ่งงานให้เหมาะกับช่วงเวลา (Time slot) ก็เป็นเรื่องสำคัญ    เราควรแบ่งงานที่สามารถทำเสร็จในช่วงเวลาที่เรามีอยู่ให้พอดี  เพื่อไม่ให้ความคิดหยุดชะงัก  หรือหากงานนั้นใหญ่มาก เราก็ความเอางานนั้นมาย่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆ  และวางให้เหมาะสมกับช่วงเวลาว่างของเรา

เราควรนำงานที่เหมือนๆ กันมารวมกัน และจัดไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน  เช่น การตอบจดหมาย  โทรศัพท์หาลูกค้า อ่านหนังสือหรือนิตยสาร  เป็นต้น  

เราสามารถตรวจสอบความเหมาะสมในการแบ่งเวลาแต่ละช่วงได้ด้วยกิจกรรมง่ายๆ  (ผมชอบหนังสือเล่มนี้เพราะ ไม่ต้องทำอะไรยุ่งยากมากเหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ) โดยการใช้ “To do list” ของเราอีกนั่นแหละ   ให้เราใส่ระยะเวลาที่คิดว่าต้องใช้สำหรับทำงานนั่นๆ  และให้บันทึกเวลาจริงที่ใช้ทำงานนั่น   รูปแบบที่ได้จะเป็นแบบนี้  Tasks (est., rel)  ตัวอย่างการบันทึกทีได้ เป็น Weekly meeting (2h, 3h)  เป็นต้น

 

การบริหารจัดการเวลากับโครงการ (Project)

การบริหารจัดการเวลานั้นสอดคล้องกับโปรเจ็คหรือโครงการเสมอ  งานทุกอย่างที่เราลงมือทำไม่ว่างานใหญ่หรืองานเล็ก ควรตั้งเป็นโปรเจ็คไว้  และวางแผนเพื่อให้โครงการนั้นสำเร็จ  สิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คือ ต่อไปเราจะทำอะไรก็ต้องตั้งเป็นโปรเจ็คไว้  เพื่อความชัดเจนและการจัดการที่ดี  โปรเจ็คโดยทั้วไปประกอบด้วยสถานะต่าง ดังต่อไปนี้

  • ช่วงเริ่มต้น – กำหนดเป็นหมายให้ชัดเจน
  • ช่วงวางแผน – แตกโครงการออกเป็นกิจกรรมหรืองานย่อยๆ  กำหนดลำดับว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง  ระบุช่วงเวลา กำหนดทรัพยากรที่ต้องการ
  • ช่วงดำเนินการ – เริ่มดำเนินการตามแผน หรืออาจต้องการข้อมูลจากผู้อื่น
  • ช่วงทบทวนตรวจสอบ – เพื่อให้มั่นใจว่าได้ดำเนินการไปตามแผนที่วางไว้  ปรังปรุงแผนหรือกำหนดการ ตลอดจนทรัพยากร ที่จำเป็น  ตามช่วงเวลานั่นๆ
  • ช่วงสุดท้าย – สิ้นสุดโครงการ ทบทวนผลลัพธ์ที่ได้

เพื่อให้เราบรรลุเป้าประสงค์ของโครงการที่ตั้งไว้ เราต้องใช้ทักษะต่างๆ มากมาย เช่น การกำหนดเป้าประสงค์ของโครงการ  การมอบหมายงาน  การจัดการให้ทันกำหนดเวลา กำหนดเวลาที่ต้องการ เป็นต้น  แต่สิ่งที่เราต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ การกำหนด “งาน” และ ลำดับของงานที่ต้องดำเนินงาน  มีคำถามบางอย่างที่เราต้องถาม เพื่อช่วยให้เรากำหนด “งาน” หรือ “กิจกรรม” คือ

  • กิจกรรมอะไรที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์นี้?
  • เราควรจัดลำดับของกิจกรรมเหล่านี้อย่างไร?
  • มีกิจกรรมใดบ้างที่ต้องการแตกย่อยออกเป็นงานชิ้นเล็กๆ?
  • ทรัพยากรอะไรบ้างที่ต้องการเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์นี้?

เราควรตั้งโครงการต่าง ๆ ขึ้นมา  โดยเป็นโครงการที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายในชีวิตของเรา หรือเป็นโครงการที่ให้ผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ต่อเรา  การนำ”การบริหารจัดการโครงการ” มาใช้กับงานส่วนตัว ช่วยให้เรามีการใช้เวลาและใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย

 

ระบบการจัดเก็บเอกสารและข้อมูล

ทุกวันนี้เรามีบริโภคข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมาก  หลายปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือ  ค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต  ทดลองทำด้วยตัวเอง  แต่พอหยุดและย้อนกับมามองดูปรากฏว่า ”ไม่มีอะไรเลย...”   ในคงเป็นเพราะว่าทำตามความต้องการมากเกิดไปไม่มีการจัดการที่ดีพอ   จากวันนั้นและได้อ่านหนังสือมาหลายเล่ม(จะว่าไม่ได้อะไรก็ไม่เชิงนะ :D) ผมก็คิดใหม่ เลยจัดระบบจัดการข้อมูลของผมขึ้นมา   แต่สิ่งที่ได้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ

การจัดเก็บเอกสารและไฟล์ข้อมูลคอมพิวเตอร์

  • เราควรตั้งประเภทขอข้อมูลขึ้นมา  และไม่ควรให้มีประเภทมากนัก  เพราะจำทำให้สับสนได้
  • เราควรกำหนดช่วงเวลาในการจัดการกับข้อมูลที่เข้า  ให้เหมาะกับตัวเอง  เช่น จัดการทุกวันตอนเย็น  หรือ จะเป็นแบบ ครั้งใหญ่อาทิตย์ละครั้ง  เดือนละครั้ง  ก็แล้วแต่
  • ใช้กฎ 5D ในการจัดการกับข้อมูลที่เข้ามา คือ
  1. Deal with – ใช้งานอยู่ปัจจุบัน  จัดการทันที  เพื่อที่ไม่ต้องมาเสียเวลาทำความเข้าใจใหม่
  2. Direct –  ส่งต่อให้คนอื่น  แต่ต้องแน่ใจว่าเกี่ยวกับเขาจริงๆ  ไม่เช่นนั่นเราอาจทำตัวเป็น Spam (เจออยู่ทุกวัน..)
  3. Discard – ทำลายลงถังขยะซะ
  4. Deposit – เก็บเข้าตู้ตามหมวดและประเภทที่ตั้งไว้
  5. Determine Future action   - ยังไม่รู้จะทำยังไง  เอาไว้คิดดูก่อน  (พยายามอย่าให้มาตกข้อนี้มากนัก)
  • ถ้าเป็นไฟล์รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ควรสร้างโฟลเดอร์หลักแยกเป็นปีๆ  เพื่อง่ายในการจัดเก็บและสำรองข้อมูล
  • ลบไฟล์ที่ไม่ใช้งานแล้วทิ้งบ้าง   ไฟล์ที่เรายังไม่รู้ว่าจะใช้อะไรในตอนนี้ ส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ได้ใช้มันอีกเลย
  • การตั้งชื่อไฟล์ไม่ควรยาวเกินไป  ควรตั้งให้สื่อถึงเนื้อหาภายใน  เพื่อให้พอรู้เนื่อหาข้างในโดยไม่ต้องเปิดอ่าน

ปัจจุบันทีเครื่องมือช่วยในการค้นหาไฟล์ในเครื่องคอมฯเรามากมาย  ไม่ว่าจะเป็น Google Desktop , Microsoft Search, Copernic Search, Ava Find …   แต่อันที่ผมชอบที่สุดคือ Ava Find เพราะมันเร็วมาก แต่ข้อเสียคือ Search ได้ฉะเพราะชื่อไฟล์เท่านั้น...  และนี้เองเป็นสาเหตุให้พวกเราละเลยการจัดการไฟล์ในเครื่องของเราไป   สุดท้ายผมคิดว่าเราน่าจะใช้ควบคู่กันไปทั้งการจัดการไฟล์ด้วยตัวเอง และเครื่องมือค้นหา  เพื่อยามใดที่เจ้าเครื่องมือนั้นมันใช้งานไม่ได้เราก็ยังมีทางออก

การอ่านเร็ว

การจัดการกับข้อมูลที่เข้ามาหาเราเป็นจำนวนมาก  และมากขึ้นทุกวันนั้น  สิ่งที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ การ “อ่านเร็ว” เพราะจะทำให้เรารับรู้ข้อมูลได้มากขึ้น ในเวลาเท่าเดิม  ตั้งสินใจได้มากขึ้นว่าเราจะเก็บข้อมูลนี้ไว้หรือจะทำยังไงต่อไป และช่วยประหยัดเวลาของเราได้มาก..  หนังสือเล่มนี้แนะนำวิธีในการอ่านเร็วไว้เบื้องต้น แต่ก็พอที่จะทำให้เราพัฒนาเรื่องการอ่านเร็วขึ้นมาได้

สาเหตุที่ทำให้เราอ่านช้า

การอ่านหนังสือโดยในทางวิทยาศาสตร์คือการที่ “ตา” รับภาพตัวหนังสือเข้าไป “สมอง” ก็ประมวลผลข้อมูล  เหมือนการถ่ายภาพ  เราทุกวันนี้เรายังติดนิสัยเหมือนตอนที่เราหัดอ่านหนังสือตอนเด็กๆ คือ การอ่านออกเสียง  แม้ว่าเราจะไม่ออกเสียงดังออกมาแต่เป็นการออกเสียงในใจก็ตาม  ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Sup Vocalization”   สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เราอ่านได้ช้าเพราะว่า

  • จำนวนคำที่เราเห็นได้ชัด ในการหยุดมองแต่ละครั้ง (Fixation)  จำกัด
  • การหยุดมองในแต่ละครั้งใช้เวลานานเกินความจำเป็น
  • การย้อนกับไปอ่านคำ หรือประโยคที่เราเคยอ่านไปแล้ว

การใช้”ตัวชี้”ช่วยในการอ่าน

การใช้ตัวชี้ช่วยในการอ่าน  เช่น นิ้ว  ดินสอ  หรือ ตะเกียบ  สามารถช่วยทำให้เราอ่านได้เร็วขึ้น   การใช้ตัวชี้จะเป็นการช่วยนำสายตาของเราให้ช่วยโฟกัสไปยังตัวหนังสือได้เม้นยำขึ้น  และจะช่วยลดเวลาของการหยุดมองคำได้  และช่วยลดการที่เราต้องย้อนกับมาอ่านคำที่เคยอ่านมาแล้วได้  เราสามารถปรับความเร็วในการชี้ให้เหมาะสมกับเราได้   เมื่อเราฝึกไปได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ตัวชี้ก็ไม่จำเป็นสำหรับเราอีกต่อไป (ยกเว้นตอน scan หาข้อมูลที่ต้องการ)  เพราะเราสามารถควบคุมสายตาของเราได้แล้ว

เทคนิคอย่างหนึ่งที่ใช้ควบคู่กับการใช้ตัวชี้คือการอ่านแบบ “ซิกแซ็ก” เป็นรูปตัว Z  ตอนเริ่มฝึกอ่านอาจเริ่มจากการอ่านทีละบรรทัดคือใช้ตัวชี้  ชี้ที่ต้นบรรทัด ต่อไปก็ปลายบรรทัด และก็ต้นบรรทัดของแถวทัดไป... ทำไปเรื่อยด้วยความเร็วที่เหมาะกับเรา   เชื่อชำนาญอาจเพิ่มเป็นทีละ 2 – 3 บรรทัด  จะช่วยให้เราอ่านได้เร็วมากทีเดียว

พรีวิวร์ หรือการสำรวจเนื้อหา ช่วยเพิ่มระดับขอความเข้าใจ

ก่อนที่เราจะอ่านหนังสือใดๆ เราควรทำการสำรวจเนื้อหาของหนังสือเล่นนั้นก่อน  ไม่ว่าจะเป็น สารบัญ  ปกหน้า ปกหนัง  รูปภาพประก่อน  หัวข้อหลัก  หรือ บทสรุป  เพื่อสร้างกรอบของเนื้อหาขึ้นมาก่อน   พอเราลงมืออ่านจริงๆ  จะเป็นเหมือนการเติมรายละเอียดให้กรอบเนื้อหาเหล่านั้น  ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น  และจำได้มากขึ้นด้วย  ดีกว่าการที่เราไล่อ่านไปตั้งแต่ต้น  เหมือนการเติมเนื้อหาเข้าไปในกระดาษที่ว่างเปล่า...

ผมอ่านหนังสือเรื่องการอ่านเร็วมาหลายเล่ม  และนี้ก็เป็นเทคนิคที่ทุกสำนักใช้เหมือนกันหมด  ดังนั้นก็พิสูจน์ได้ว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ดี  และผมก็ทำจนเป็นนิสัยแล้ว

ปรับเปลี่ยนความเร็วตามความเหมาะสม

การอ่านหนังสือ  ไม่ใช้ว่าเราจะอ่านเร็วได้กับทุกเนื้อหา  เพราะแต่ละเนื้อหามีความยากง่ายต่างกันไป และขึ้นอยู่กับว่าเรามีความรู้กับเนื้อหาเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน  (เพราะฉะนั้นหากมีใครกล่าวอ้างว่าเขาสามารถอ่านเร็วได้กับทุกเนื้อหาหรือหนังสือทุกเล่มก็ไม่น่าจะเป็นจริง)  ดั้งนั้นเราควรปรับความเร็วในการอ่านของเราให้เหมาะสมกับเนื้อหา  อย่ากลัวที่จะอ่านช้าลงบ้างกับเนื้อหาบางอย่าง

โฟกัสไปจุดสำคัญ

เคยมีคนกล่าวไว้ว่าหนังสือทุกเล่มมีเนื้อหาจริงๆ อยู่ 11%  ที่เหลือเป็นน้ำ  ดั้งนั้นให้เราสนใจเฉพาะเนื้อหา 11% นั้น  อีกอยากหนึ่งคือ ภายใน 24 ชั่วโมงเราจะลืมสิ่งที่เราอ่านไป 80 %  ดังนั้นให้แน่ใจว่า 20% ที่จำได้ดั้นเป็นเนื้อหาที่สำคัญ เราก็ประสบความสำเร็จในการอ่านแล้ว

พัฒนาเทคนิคการ “แสกน”

เทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งในการอ่านหนังสือนั่นคือการ “แสกน”  เพื่อหาสิ่งที่เราอยากรู้  ถ้านึกไม่ออกให้เรานึกถึงตอนที่เราหาคำศัพท์ในดิกชั่นนารี   การแสกนช่วยให้เราหาเนื้อหาที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วจากหนังสือ  และใช้ในการทบทวนสิ่งที่เราอ่านไปแล้วได้ด้วย 

คนที่อ่านหนังสือเก่งและเร็ว เขาใช้การแสกนโดยการใช้นิ้วชี้ลากกึ่งกลางหน้าหนังสือ และลากตรงลงมาจากบนลงล่าง เพื่อแสกนหาเนื้อหาที่ต้องการ 

จงเลือกที่จะอ่าน

มีคนบอกว่า “การอ่านเร็วที่สุดก็คือ... โยนมันทิ้งทั้งเล่ม!”   นั่นก็คือไม่อ่านมันเลย  การทำอย่างนี้จะทำให้ประหยัดเวลาของเราได้เยอะมาก   เลือกเนื้อหาที่เราต้องการจริงๆ  และมีประโยชน์กับเรา  การอ่านแบบนี้เขาเรียกว่าการอ่านแบบมี วัตถุประสงค์    อย่าอ่านทุกอย่างที่กองอยู่บนโต๊ะ หรือที่เห็นในเว็บทั้งหมด

อ่านโดยใช้ความทรงจำของเรา

การใช้ความทรงจำของเราช่วยในการอ่านจำทำให้เราอ่านได้เร็วขึ้น   เพราะบางอย่างเราเคยอ่านไปแล้ว  และบางอย่างเราอาจคาดเดาได้ว่าเนื้อหาจะเป็นเช่นไร   ขอให้เราเชื่อมั่นในความจำของเรา...     หนังสือเล่มนี้ได้ให้คำแนะนำในการเพิ่มความจำในการอ่านไว้ส่วนหนึ่งด้วย

  • ให้เราตั้งระดับในการจำเนื้อหาที่เราอ่านไว้ก่อนที่จะอ่าน  ว่าเนื้อหาอันไหนต้องการระดับการจำไว้เท่าไหร่?  บางอย่างอาจต้องการแค่ จำเนื้อหาหลักๆ เท่านั้น บางอย่างต้องจำลงในรายละเอียด
  • อ่าน โดยมีการตั้งคำถามไว้ในใจ   เราต้องการได้อะไรจากการอ่านครั้งนี้? 
  • พยายามสร้างภาพรวมของเนื้อหาที่เราจะอ่าน  เหมือนตอนที่เราพรีวิวร์เนื้อหานั่นเอง
  • ทบทวนเนื้อหาที่สำคัญ เพื่อให้เราจำได้อย่างถาวร  (long-term memory) การทบทวนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่มความจำ  เราอาจจะใช้พวก Mind Mapping เข้าช่วยก็ได้ในขั้นตอนนี้

การตัดสินใจอย่างเป็นระบบ 

การตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องเจออยู่ในชีวิตประจำวัน  และการทำงาน  หลักในการตัดสินใจพอจะสรุปได้ดังนี้

  • บอกสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจน
  • ระบุทางเลือกต่างๆ ที่เป็นไปได้
  • ชั่งน้ำหนักระหว่าง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย” (pros and cons)
  • เลือกทางเลือกที่ดีที่สุด
  • บอกประโยชน์ของทางเลือกที่เลือก

สิ่งที่สำคัญของการเลือกทำอะไรสักอย่าง คือ เมื่อเลือกแล้ว ไม่ควรหันกลับไปมองทางเลือกอื่นอีก     หากตัวเลือกที่เราเลือกมีปัญหาไม่คาดคิด  พยายามแก้ไขปัญหาต่อไป   นั่นคือ “เส้นทางที่เลือกแล้ว  ไม่อาจหวนคือ” :D คุ้นๆ มั๊ย...  และเมื่อต้องตัดสินใจอะไรซักอย่าง   เราต้องมองหาทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้เสมอ อันนี้สำคัญที่สุด

การจัดระเบียบโต๊ะทำงาน 

เช่นเดียวกันกับการจัดระเบียบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเรา  หัวใจคือ”บนโต๊ะควรมีเฉพาะสิ่งที่เราต้องใช้งานเป็นประจำเท่านั้น”  อย่างอื่นให้เอาออกให้หมด  หรือเก็บเข้าตู้เอกสาร  และให้เอากฎ 5D มาใช้ในการจัดการกับเอกสารบนโต๊ะทำงานด้วย

จอคอมพิวเตอร์ควรตั้งให้อยู่ในระดับสายตา  ไม่ควรต้องก้มหรือเงยมากเกินไปจะทำให้ปวดคอ

เก้าอี้ควรเลือกที่รองรับหลังพอดี  และสามารถปรับระดับได้  โดยให้เท้าของเราแตะพื้นได้พอดี  และเบาะนั่งควรหนาพอประมาณไม่นุ่มเกินไป

การจัดการการค้นหว้าด้วยอินเตอร์เน็ต 

การค้นคว้าด้วยข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตการทำงาน รวมไปถึงการเรียนด้วย  แต่หากไม่มีการจัดการที่ดีมันจะเป็นตัวขโมยเวลาของเรามากเลยทีเดียว

เราต้องแบ่งแยกข้อมูลที่เราต้องการออกมาจากข้อมูลทั้งหลายที่มีความเกี่ยวข้องน้อย  กำหนดเป้าหมายให้น้อยลงและตรงประเด็นมากที่สุด  และควรรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราจะหยุดค้นหา คือเมื่อเราได้ข้อมูลที่เราต้องการมากเพียงพอ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือต้องระวังสิ่งที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเราจากเป้าหมาย ด้วยข้อมูลอื่นที่น่าสนใจ  บ่อยครับเราชอบหลงประเด็น พอค้นหาไปเรื่อยๆ เมื่อเจอสิ่งอื่นที่น่าสนใจเราก็จะหลงค้นหาต่อไป จนบางครั้งลืมไปว่าเรากำลังหาอะไรอยู่ :D

เมื่อเราทำการค้นคว้าหาข้อมูลสิ่งที่ต้องทำคือ ตรวจสอบคุณภาพ และ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลหรือเว็บไซต์ที่เรากำลังอ่าน  และตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง  ผมเคยเจอข้อมูลใน Wikipedia ที่ให้ข้อมูลผิดอยู่เหมือนกัน  เช่น wiki ที่เกี่ยวกับข้อมูลของ John Cameron ผู้สร้างหนังเรื่อง avatar บอกว่าเขาตายแล้ว!  โดยเป็นโรคหนองใน เป็นต้น  ดังนั้นเราต้องระวังเรื่องแหล่งข้อมูลเหมือนกัน...

จงทำงานให้ดีต่อไป 

บทปิดท้าย  เป็นการตรวจสอบสิ่งที่เราลงมือทำโดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้  มีการจัดทำ Action Plan ของโครงการต่าง ๆ

เราต้องทำการตรวจสอบความคืบหน้าของแผนการที่เราวางไว้สม่ำเสมอ   หากมีสิ่งใดต้องปรับปรุงก็สามารถปรับปรุงแผนงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนั้น  

สุดท้ายคือ เราต้องทบทวนเป้าหมายของเราอยู่เสมอ  เป้าหมายของเรายังเหมาะสมดีอยู่หรือป่าว?  มีสิ่งใดที่เราต้องทำเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

 

blog comments powered by Disqus